วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

วิชา ฐานข้อมูลเบื้องต้น การบ้านบทที่ 1 ประจำวันที่ 10 พ.ย 2553

1.จงสรุปแนวคิดในการจัดการข้อมูลจากอดีตถึงปัจจุบัน
 = ในการจัดการข้อมูลในอดีตจะมีการจัดการข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูลคือจะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เป็นข้อมูลหลักไว้และมีข้อมูลสำรองสำหรับแก้ไขเป็นข้อมูลใหม่จากข้อมูลหลัก ระบบแฟ้มข้อมูลของแต่ละหน่วยงานถูกเขียนขึ้นด้วยหลาย ๆ โปรแกรม การใช้งานของแต่ละหน่วยงานก็แตกต่างกัน การป้อนข้อมูลหรือแก้ไขข้อมูลก็ควรป้อนทั้งสองแฟ้มข้อมูลให้เหมือนกันและมีแฟ้มข้อมูลที่เป็นอิสระต่อกันคือเป็นหน่วยงานไหนก็ต้องใช้แฟ้มข้อมูลของตนเองเท่านั้นจนถึงปัจจุบันจึงมีการใช้ระบบจัดการข้อมูลที่เรียกว่า ระบบฐานข้อมูล DBMS (Database System) ที่มีการจัดการข้อมูลที่ง่ายต่อการค้นหาหรือใช้ข้อมูลโดยข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในที่เดียวกัน DBMS จะเป็นโปรแกรมที่รู้ว่าจะใช้ข้อมูลอะไรจะไม่ผูกติดโปรแกรมเรียกใช้ไม่ว่าข้อมูลจะต้องใช้โปรแกรมเรียกใช้อะไร DBMS ก็จะสามารถดึงข้อมูลที่เราต้องการจากฐานข้อมูลมาให้ได้ทันทีจึงสะดวกในการใช้งานเรียกใช้ข้อมูลกว่าในอดีตแต่ต้องใช้ต้นทุนสูง
2.โครงสร้างของแฟ้มข้อมูลประกอบด้วยอะไรบ้าง จงอธิบาย
= ประกอบด้วย
1.บิต (bit) ประกอบด้วยเลขฐานสอง ใช้แทนค่าหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยหน่วยที่ใช้จะมีค่า 0 และ 1เท่านั้น
2.ไบต์ (byte) คือการนำเอาบิตหลาย ๆ บิตมาเรียงต่อกัน ตัวอย่างเช่น 1 ไบต์มี 8 บิต ก็คือการนำเอาเลข 0 กับ 1 มาเรียงต่อกัน 8 ตัวจนครบ 1 ไบต์ เพื่อให้ได้อักขระหนึ่งตัว เช่น 01000001 เลขฐานสองที่มี 8 บิตเป็นรหัสแทนตัว
3.ฟิลด์ (field) คือการนำเอาอักขระตั้งแต่หนึ่งตัวขึ้นไปมารวมกันเพื่อให้เกิดความหมาย เช่น ฟิลด์ std_name ใช้กับข้อมูลนักศึกษา, ฟิลด์ salary ใช้เก็บข้อมูลเงินเดือน เป็นต้น
4.เรคอร์ด (record) คือกลุ่มของฟิลด์ที่สัมพันธ์กัน กล่าวคือใน 1 เรคอร์ดประกอบด้วยฟิลด์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นชุด เช่น เรคอร์ดพนักงาน
5.ไฟล์ (file) คือกลุ่มของเรคอร์ดที่สัมพันธ์กัน เช่น แฟ้มประวัตินักศึกษา จะประกอบด้วยเรคอร์ดของนักศึกษาทั้งหมดในมหาวิทยาลัย ดั้งนั้นหนึ่งไฟล์จะต้องมีอย่างน้อยหนึ่งเรคอร์ด เพื่อการใช้งานข้อมูล เป็นต้น
6. Database คือการรวมกันของหลาย files/tables
3.การเก็บข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูลมีข้อจำกัดอย่างไร จงอธิบาย
= 1.ข้อมูลมีการเก็บแยกจากกัน (separation and isolation of data) คือข้อมูลแต่ละหน่วยมีการจัดเก็บไม่เหมือนกันและใช้ข้อมูลไม่เหมือนกัจึงมีการเก็บแยกข้อมูลจากกัน
2.ข้อมูลมีความซ้ำซ้อน (duplication of data/redundancy) คือสืบเนื่องมาจากการเก็บข้อมูลแยกจากกัน ทำให้ไม่สามารถควบคุมข้อมูลไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนได้ ที่สำคัญคือการทำให้เสียพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้น
ดั้งนั้นจึงทำให้เกิดความผิดพลาดของข้อมูล 3 ลักษณะด้วยกัน คือ
2.1 ข้อผิดพลาดจากการเพิ่มข้อมูล
2.2 ข้อผิดพลาดจากการลบข้อมูล
2.3 ข้อผิดพลาดจากการเปลี่ยนแปลงข้อมูล
3. ข้อมูลมีความขึ้นต่อกัน (Data dependence) คือปัญหาดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของแฟ้มข้อมูล จะส่งผลกระทบกับข้อมูลที่ทำการจัดเก็บอยู่ และส่งผลทำให้ข้อมูลในหน่วยงานอื่น ๆ ที่จัดเก็บไม่ตรงกัน และวิธีการปรับปรุงค่อนข้างจะยุ่งยากมาก
4. ความไม่สอดคล้องกันของข้อมูล (Data Inconsistency) คือความไม่สอดคล้องของข้อมูล คือ การที่ข้อมูลเดียวกันถูกจัดเก็บไว้ในหลาย ๆ แห่ง มีค่าไม่ตรงกัน ซึ่งอาจเกิดจากความผิดพลาดของการป้อนข้อมูล มีรูปแบบไม่ตรงกัน เช่น การป้อนข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ ควรจะเป็น 0-5541-1096 แตกลายเป็น 055-411096 เป็นต้น
5.รายงานต่าง ๆ ถูกกำหนดไว้อย่างจำกัด (fixed queries/proliferation application programs) คือระบบแฟ้มข้อมูลของแต่ละหน่วยงานถูกเขียนด้วยหลาย ๆ โปรแกรม และการใช้งานในแต่ละหน่วยงานก็แตกต่างกัน ดังนั้นในส่วนของการจ้างโปรแกรมเมอร์มาทำการพัฒนาโปรแกรมนั้นก็จะมีส่วนที่จะกำหนดในเรื่องของรายงานที่หน่วยงานต้องการใช้ แต่หากว่าต้อการรายงานอื่น ๆ เพิ่มในอนาคตก็ต้องทำการว่าจ้างโปรแกรมเมอร์มาพัฒนาทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ดังนั้นจะเห็นว่าเกิดปัญหาในเรื่องของความต้องการของผู้ใช้งาน
4.ฐานข้อมูลคืออะไร และยกตัวอย่างฐานข้อมูลที่นักศึกษารู้จักมาสองระบบ
= ฐานข้อมูล คือ จะประกอบด้วยรายละเอียดข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องกัน ซึ่งจะถูกใช้งานในด้านต่าง ๆ โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกจัดเก็บไว้ให้เป็นศูนย์กลางอย่างมีระบบซึ่งสามารถใช้งานร่วมกันได้ เพื่อประโยชน์ในการจัดการและการเรียกใช้งานร่วมกันได้ เพื่อประโยชน์ในการจัดการและเรียกใช้ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ยกตัวอย่างฐานข้อมูลที่รู้จักเช่น 
1.ฐานข้อมูลของนักศึกษาในระบบของมหาวิทยาลัย
2.ฐานข้อมูลของพนักงานในระบบของบริษัทต่าง ๆ
5.ฐานข้อมูลช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการเก็บข้อมูลในแฟ้มข้อมูลอย่างไร
= ฐานข้อมูลช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการเก็บข้อมูลในแฟ้มข้อมูลโดยจะรวมข้อมูลที่ต้องใช้งานในด้านต่าง ๆ ของแต่ละหน่วยงานที่มีข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องกันในแฟ้มข้อมูลมาเก็บไว้ให้เป็นศูนย์กลางอย่างมีระบบซึ่งสามารถเรียกใช้งานร่วมกันได้ซึ่งจะทำให้ไม่มีการแยกการใช้ข้อมูลหรือเก็บข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูลอีกต่อไป
6.ระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) คืออะไร มีส่วนสำคัญต่อฐานข้อมูลอย่างไร
= ระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) คือโปรแกรมที่ทำหน้าที่จัดการข้อมูลในฐานข้อมูลทั้งการสร้าง, การเรียกใช้งาน, การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และยังควบคุมระบบรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูลอีกด้วย และมีส่วนสำคัญต่อฐานข้อมูลคือจะทำหน้าที่จัดการข้อมูลในฐานข้อมูลทั้งการสร้าง, การเรียกใช้งาน, การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และยังควบคุมระบบรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูล

7.ยกตัวอย่างฐานข้อมูลกับการดำเนินชีวิตประจำวัน มีการดำเนินชีวิตที่เกี่ยวข้องกับฐานข้อมูลตรงไหน อะไร อย่างไร
= ยกตัวอย่างฐานข้อมูลกับการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น มีการดำเนินชีวิตที่เกี่ยวข้องกับฐานข้อมูลของตนเองที่เป็นนักศึกษาในระบบของมหาวิทยาลัยของตนเองเช่นมีการเรียกใช้ข้อมูลในการดูผลการลงทะเบียน, ผลการเรียนและอื่นในระบบของมหาวิทยาลัยของตนเอง แค่เราใส่รหัสของตนเองในระบบทะเบียนออนไลน์ในระบบของมหาวิทยาลัยโดยจะผ่าน DBMS ที่เป็นโปรแกรมในการจัดการข้อมูลในฐานข้อมูลในการเรียกใช้งานข้อมูลเป็นตัวกลางที่จะเป็นตัวดึงข้อมูลที่เราต้องการเรียกใช้งานจากฐานข้อมูลขึ้นมาแสดงให้เราดูหรือใช้งานได้ทันที


วันพฤหัสบดีที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ประวัติส่วนตัวของข้าพเจ้า






ชื่อ:        นางสาวขนิษฐา   แก่นจันทร์   
ชื่อเล่น:  ปุ๋ย
อายุ:       21  ปี
สิ่งที่อยากเป็น: อยากเป็นอาจารย์สอนในระดับมหาวิทยาลัย
สิ่งอยากทำ: อยากเรียนจบสูงๆจนถึงระดับปริญญาเอก
การศึกษา:     ขณะนี้กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต   ปี 3/2553
คณะวิทยาการจัดการ
  เอกคอมพิวเตอร์ธุรกิจ คติประจำใจ:  ฝันให้ไกลไปให้ถึง
เบอร์โทรศัพท์:  087-9712668 อีเมลล์:    Khanitta97@thaimail.com

วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2553

"บุคลิกภาพสไตล์ BIZCOM."

สิ่งที่ได้รับจากการอ่านบทความ
 ”การพัฒนาบุคลิกภาพให้งาม...สง่า...น่าสนใจ”
แหล่งที่มา: www.hilight.kapook.com/view/299330

1.ได้รู้ว่าการมีหน้าตาที่ดีงามสง่ามีราศี สามารถทำให้บุคลิกภาพของตนเองดีน่ามอง เป็นจุดเด่น สง่างามได้ในสายคาของผุ้คน
2.ได้รู้วิธีทำให้ตัวเองมีสโพกที่สวยงามได้มีสัดส่วนที่หน้ามองโดยการใช้สีสันรูปทรงและลวดลายของเสื้อผ้า เครื่องประดับและอากัปกิริยาให้ตนเองดูดีและเลิกกังวลกับการไม่สมบูรณ์แบบได้
3.ได้รู้จักการทำตัวเองในการเคลื่อนไหวที่กระฉับกระเฉงคล่องแคล่วและทรงตัวสง่างาม ถึงน่าตาเราจะไม่ดีก็ทำให้เราน่ามองในสายตาคนอื่นได้โดยการเคลื่อนไหวที่ไม่ช้าหรือเร็วเกินไปมีมารยาทในพิธีการต่างๆแค่นี้ก็จะทำให้เราที่มีหน้าตาไม่ดีดูเลิศที่สุดในทุกที่เสมอไป
4.ได้รู้จักวิธีการทำตัวเองให้มั่นใจให้เชื่อมั่นในตนเองเสมอ โดยเราต้องมั่นใจว่ายังไงเราก็มีอะไรดีๆอยู่ในตัวเราไม่น้อยไปกว่าคนอื่นแค่นี้ก็จะทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตนเองได้
5.ได้รู้จักการแต่งหน้าตารูปร่างของตนเองให้ดูเด่นเปิดเผยได้ในบางโอกาสทำให้เป็นจุดสะดุดตาคนได้อย่างเช่นงานราตรีเรามีอะไรดีก็อวดโชว์ออกมา เช่นเรามีเครื่องประดับที่หรูหราอยู่ก็เอามาใส่ให้หรูและแต่งหน้าตาให้เข้มได้ เป็นต้น
6.ได้รู้จักวิธีการพูดให้มีศิลปะคือพูดสิ่งที่น่าประทับใจได้ความรู้ ความสุข มีมนุษยสัมพันธ์และความจริงใจ ความเรียบง่ายชั้นดีก็จะทำให้เราเป็นคนที่ใครๆก็จดจำไปแสนนานและอยากจะเจออยากจะคุยกับเราอีกครั้งได้

ความคิดเห็น
การที่เรามีบุคลิกภาพที่ดีน่ามองน่าสนใจของคนรอบตัวเป็นสิ่งที่ดีและมีความสำคัญมากเพราะถ้าเราไม่มีบุคลิกภาพที่ดีเลยก็จะทำให้เราเป็นคนที่น่ารังเกียจไม่มีใครอยากจะมองอยากจะชม ดังนั้นเราก็ควรจะมาพัฒนาบุคลิกภาพในจุดที่ด้อยของเราอย่างเช่น การแต่งกายก็ต้องแต่งกายให้เรียบร้อยสุภาพอ่อนโยน ถูกกาลเทศะ ถูกระเบียบวินัย การเดินก็ต้องคล่องแคล่ว ดูสง่างาม การพูดก็ต้องพูดด้วยวาจาที่ไพเราะอ่อนหวานมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีรู้จักอวดจุดเด่นของตนเองในบางโอกาสและถูกกาลเทศะให้มีความสะดุดตากับคนอื่น เป็นต้น แค่นี้ก็จะเรียกความมั่นใจในตนเองกลับมาให้กับเราได้และเป็นคนที่น่าสนใจ สะดุดตา  มีความสง่างามมีราศีต่อคนรอบตัวได้เป็นอย่างดีดังความรู้ของบทความ ”การพัฒนาบุคลิกภาพให้งาม...สง่า...น่าสนใจ” ทั้ง 6 ข้อนี้

วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2553

ลูกแรดเตรียมพร้อมล่าเหยื่อ

สิ่งที่ได้รับจากการเรียน การเตรียมฝึกประสบการณ์วิชาชีพบริหารธุรกิจ 3
วัน พุธ ที่ 23 มิถุนายน 2553
บรรยายครั้งที่ 1 ปฐมนิเทศรับขวัญสู่บ้านใหม่ (ผู้บรรยาย: อ.สาระ มีผลกิจ)
- ได้รู้ถึงประวัติความเป็นมาของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตในอดีตว่าเคยเป็นวังมาก่อน
- ได้รู้ถึงกฎระเบียบของมหาวิทยาลัยและนำมาปฏิบัติได้ให้ถูกต้องเช่นการแต่งกายให้ถูกระเบียบ
- ได้รู้สึกรักในสถาบันของตนเองมากยิ่งขึ้นเพราะเคยเป็นพระราชวังของราชกาลที่ 5 มาก่อน
-ได้แสดงตนกตัญญูต่อผู้มีพระคุณโดยได้กราบไว้บูชาพระคุณของครูบาอาจารย์
-ได้มีความรู้สึกรักอาจารย์มากยิ่งขึ้นคืออยากจะทำตนเองให้เป็นคนดีตั้งใจเรียนให้อาจารย์ม่ต้องเหนื่อยสอนเรามากอีก
วันพุธ ที่ 14 กรกฎาคม 2553                        
บรรยายครั้งที่ 2 การประกันคุณภาพและการพัฒนาบุคลิกภาพ คุณธรรมจริยธรรมและธนาคารความดี (ผู้บรรยาย: ผศ.โรจนา ศุขะพันธ์)
- ได้มีความรู้เกี่ยวกับอุปนิสัยของแต่ละวันเกิด ว่ามีนิสัยอย่างไรและปรับปรุงนิสัยที่ไม่ดีให้ดีมากยิ่งขึ้น
-ได้รู้จักคุณลักษณะที่ดีของนักศึกษาว่าต้องแต่งกายให้ถูกระเบียบมีวินัยและพูดจาให้ไพเราะอ่อนหวานมีความนอบน้อมถ่อมตน
- ได้นำความรู้มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันให้มีความประสบผลสำเร็จในชีวิตเราได้
- ได้รู้จักถึงการปฏิบัติตนที่ดีต่อผู้อื่นด้วยการให้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แบ่งปันกัน
- ได้รูจักมีการพัฒนาบุคลิกภาพของตนให้ดีขึ้นเช่นการแต่งกายและถูกระเบียบ
-ได้รู้จักการทำความดีตอบแทนพระคุณพ่อแม่ของตนเองให้มีแต่ความสุขและภาคภูมิใจในตัวของเราตลอดไป-ได้รู้จักทำความดีต่อสังคมและประเทศชาติสามารถอุทิศตนเพื่อทำงานที่เป็นประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติได้โดยไม่เกียจคร้าน

วันพุธ ที่ 28 กรกฎาคม 2553
บรรยายครั้งที่ 3 การบริหารการเงินส่วนบุคคล
(ผู้บรรยาย: นายเกษม ภูติจินดานันท์)
- ได้มีความรู้มากขึ้นในการวางแผนการใช้จ่ายเงินของตนเอง ให้ใช้เงินเป็นรู้จักประหยัดและอดออม
- ทำให้เรารู้คุณค่าของเงิน รู้จักที่จะออมเงิน เพื่อไว้ใช้จ่ายในอนาคตและในยามฉุกเฉินได้
- ได้รู้จักการวางแผนใช้เงินในแต่ละวัยได้
-ได้รู้จักฝึกการบันทึกรายรับรายจ่ายของตนเองในตาราง exsle ที่มีการคำนาณตัวเลขรายรับรายจ่ายให้เราเรียบร้อย
-ได้รู้จักการใช้เงินอย่างพอเพียงไม่ฟุ้มเฟือยรู้จักอดออมเงินและไม่หลงในวัตถุนิยมควรใช้พอที่มีใช้ได้ 
วันพุธ ที่ 25 สิงหาคม 2553
บรรยายครั้งที่ 4 ภาษาไทยในชีวิตประจำวัน (ผู้บรรยาย: อ.ปรีชา ร่วงลือ)
- ได้ความรู้เกี่ยวกับการเขียนภาษาไทยให้ถูกหลักของภาษาไทย และวิธีการอ่านออกเสียงภาษาไทยให้ถูกต้อง
- ได้เรียนรู้การเขียน การพูด การอ่านภาษาไทยได้อย่างถูกต้องตามหลักของภาษาไทย
- ได้ทบทวนเขียน ก-ฮ ในที่ถูกต้องและครบถ้วนตามหลักของคำในภาษาไทย
- มีความรู้สึกรักภาษาไทยของเราที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยเราที่มีความสวยงามอ่านเขียนได้ง่ายและไพเราะ
-มีการเขียนภาษาไทยได้สวยงามและถูกต้องเป็นระเบียบมีสติในการเขียนมีความรอบครอบทุกครั้งในการเขียนตัวหนังสือมากยิ่งขึ้น
วันพุธ ที่ 1 กันยายน 2553
บรรยายครั้งที่ 5 เตรียมพร้อมเพื่อการฝึกงานอย่างมืออาชีพ (ผู้บรรยาย: หลวงปู่พุทธะอิสระ, คุณมนัส ตั้งสุข)
- ได้รู้จักการใช้ชีวิตในเรื่องวิชามนุษย์ให้ดีในทางปฏิบัติทำให้เกิดผลดีต่อตนเองสามารถประสบผลสำเร็จในการดำรงชีวิตได้
- ได้รู้จักคำว่าพอเพียงรู้จักใช้ชีวิตอย่างพอปานกลางไม่ฟุ้มเฟือย รู้จักประหยัดอดออม
- ได้รู้จักการขยันอดทนต่อการทำงานทุกอย่างก็จะทำให้เราประสบผลสำเร็จในการทำงานได้
- ได้รู้จักการลงมือทำงานโดยไม่หวังผลว่าจะสำเร็จหรือไม่แต่ต้องลงมือทำไว้ก็จะสำเร็จได้เอง
-ได้รู้จักการทำตนเองให้เป็นที่พึ่งของคนอื่นได้เมื่อเขาเดือดร้อนและต้องการความช่วยเหลือ
-ได้รู้จักการปฏิบัติตนในการทำงานให้กับบริษัทคือต้องมีความขยันอดทน ซื่อสัตย์ในการทำงานในหน้าที่ของตนเอง

1.ได้รู้จักความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงานของตนเองคือต้องรู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่การงานที่ตนเองต้องทำต้องรับผิดชอบและจะต้องทำให้สำเร็จโดยไม่เกรียจคร้านหรือผลักภาระหน้าที่การงานที่ตนเองจะต้องรับผิดชอบให้ผู้อื่นทำแทนตนเอง
2.ได้รู้จักความตรงต่อเวลาว่าต้องทำงานให้ตรงเวลาคือเราต้องรูจักทำงานส่งให้ตรงตามเวลาที่กำหนดหากไม่ตรงเวลาจะโดนหักคะแนนและไม่ได้ส่งงานนั้นก็เป็นได้
3.ได้รู้จักการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มเพื่อให้ได้งานที่สำเร็จตรงตามเป้าหมายของกลุ่มเช่น การทำงานกลุ่มโครงการถ้าหากไม่มีการช่วยเหลือปรึกษาหารือกันในกลุ่มงานหากมีคนทำงานอยู่เพียงคนเดียวงานกลุ่มโครงการก็จะไม่สามารถสำเร็จตามเป้าหมายของงานโครงการในกลุ่มได้
4.ได้รู้จักความขยันอดทนทำงานของตนเองที่มีอยู่มากหมายให้สำเร็จทันตามเวลาที่กำหนดส่งโดยไม่มีความเกรียจคร้าน
5.ได้รู้จักความมีความละเอียดรอบคอบในการทำงานคือเราต้องรู้จักทบทวนตรวจตางานที่ตนเองจะต้องทำให้ละเอียดรอบคอบมีความถูกต้องตามที่อาจารย์กำหนดไม่รีบร้อนเพราะจะทำให้เราโดนหักคะแนนได้
6.ได้รู้จักการทำความดีให้กับคุณพ่อคุณแม่และสังคมให้มีความสุขคือได้ทำความดีตอบแทนคุณของคุณพ่อคุณแม่และได้ทำดีต่อสังคมส่วนรวมโดยไม่เห็นแก่ตัว จากงาน
”ธนาคารความดี”
7.ได้รู้จักการวางแผนการใช้เงินให้มีรายจ่ายให้น้อยลงมีเงินเหลือออมให้มากขึ้นรู้จักคุณค่าของเงินไม่ใช้เงินอย่างฟุ้มเฟือยจากงาน”การออมเงินในตารางX-Sell บันทึกรายรับรายจ่ายประจำเดือนสิงหาคมของเอกการเงิน”
8.ได้แสดงความเคารพบูชาคุณของครูบาอาจารย์ในงานพิธีไหว้ครู “ในงานปฐมนิเทศรับขวัญสู่บ้านใหญ่”
9.ได้รู้จักการฝึกเขียนคำในภาษาไทยให้ถูกต้องเรียบร้อยและสวยงามตามหลักของแต่ละตัวโดยการฝึกคัดไทยตามเรื่องที่อาจารย์กำหนดให้แบบตัวบรรจงครึ่งบรรทัด”ในงานคัดไทย”ก็จะทำให้เราเขียนตัวหนังสือภาษาไทยได้สวยงามเรียบร้อยได้มากขึ้นกว่าเดิม